ไข้หวัดใหญ่ในเด็ก
สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ influenza สายพันธุ์
A หรือ B ซึ่งสายพันธุ์ A สามารถแบ่งเป็นชนิดย่อยได้ขึ้นอยู่กับ hemagglutinin
(HA) และ neuraminidase (NA) ส่วนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ C พบได้น้อย แต่สามารถพบได้โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
การแพร่กระจายเชื้อ ส่วนใหญ่เกิดจากการติดจากคนสู่คนผ่านการไอ จาม หรือสัมผัสสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ
อย่างไรก็ตามยังสามารถติดต่อได้จากการหายใจผ่านละอองอนุภาคในอากาศได้
ระยะฟักตัว ประมาณ 1-4 วันโดยเฉลี่ย 2 วัน เชื้อไวรัส
influenza A มีระยะแพร่เชื้อสูงสุดที่ 24 ถึง 48 ชั่วโมง
แล้วลดลงอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถแพร่เชื้อได้หลัง 5-10 วัน ส่วนเชื้อ influenza B
สามารถแพร่เชื้อได้สูง 2 ช่วง คือ ช่วง
48 ชั่วโมงก่อนมีอาการและอีกครั้งตอน 24-48 ชั่วโมงหลังมีอาการ
อาการ จะมาด้วยไข้สูงเฉียบพลัน ปวดหัว
ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย และอาการทางเดินหายใจ เช่น ไอ น้ำมูก เจ็บคอ
ในเด็กเล็กมักจะมีอาการทางเดินหายใจน้อยแต่มีอาการทางเดินอาหารมากขึ้น ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เบื่ออาหาร ในรายที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนมักจะค่อยๆดีขึ้นในเวลา
1 สัปดาห์ ยกเว้นอาการไออาจจะเป็นได้นานโดยเฉพาะในเด็กเล็ก
อาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง
อาจจะเป็นได้นานหลายสัปดาห์ในเด็กโต เรียกว่า post influenza asthenia
การตรวจเลือด อาจพบเม็ดเลือดขาวอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือต่ำลงเล็กน้อย ถ้าพบว่าเม็ดเลือดขาวมากกว่า 15,000 ให้สงสัย bacterial
superinfection
ภาวะแทรกซ้อน
· Otitis media มักพบได้ช่วง 3-4
วันหลังจากเริ่มมีอาการ
· Pneumonia มักพบในรายที่มีความเสี่ยงหรืออายุน้อยกว่า
2 ปี ถ้าเป็น influenza pneumonia มักจะเป็นไม่นานและมีอาการไม่รุนแรง แต่ถ้าเป็น bacterial coinfection ที่เกิดจาก staphalococcus
aureus หรือ streptococcus pneumoniae อาการอาจจะรุนแรงและอาจเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
· Secondary Bacterial Infection ให้สงสัยในรายที่อาการดีขึ้นแล้วกลับแย่ลงหรือไม่ดีขึ้นหลังจาก 3-5 วันหลังเริ่มยาฆ่าเชื้อไวรัส
หรือมีอาการไข้แย่ลงหลังจากเริ่มมีอาการ 1-2 สัปดาห์
· ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น CNS complication (febrile seizure,
encephalopathy, encephalitis), myositis, myocarditis
การวินิจฉัย
· ในฤดูกาลระบาด ให้สงสัยในเด็กทารกที่มีไข้โดยที่อาจไม่มีอาการร่วมอื่น หรือ เด็กที่มีไข้ร่วมกับอาการทางเดินหายใจ การตรวจยืนยันแนะนำในบางรายได้แก่ เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปีหรือในรายที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน หรือในรายที่รับไว้ในโรงพยาบาล
· อย่างไรก็ดีรายที่ตรวจไม่พบเชื้อก็ไม่ได้บอกว่าไม่เป็น
และในรายที่ตรวจพบเชื้ออื่นก็ไม่ได้บอกว่าไม่มีการติดเชื้อ
influenza ร่วมด้วย
· การตรวจที่แนะนำคือการตรวจ molecular assay เช่น rt-PCR มากกว่าการตรวจ
antigen detection test ในบางโรงพยาบาลอาจจะตรวจ antigen detection Test ก่อน ถ้า negative
จึงตรวจยืนยันอีกครั้งด้วย rt-PCR
· แนะนำให้ตรวจภายใน 24-96 ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการ
เพราะมีเชื้อในจมูกมากที่สุด แนะนำให้ตรวจจาก midturbinate หรือเก็บ
nasal specimen ร่วมกับ throat specimen
· ในที่ที่มีการระบาดของโควิดร่วมด้วยแนะนำให้ตรวจ influenza
พร้อมกับโควิดเพราะมีอาการคล้ายคลึงกัน
การรักษาไข้หวัดใหญ่
· เริ่มจากการรักษาตามอาการได้แก่
เรื่องไข้ ปวดหัว เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ ให้กินยาพาราเซตามอลหรือ NSAIDs
แต่ไม่ควรให้แอสไพรินในเด็กที่อายุน้อยกว่า 18 ปีเนื่องจากเสี่ยงทำให้เกิด Reye Syndrome
· อาการไอและน้ำมูกรักษาเช่นเดียวกับไข้หวัด
ซึ่งไม่แนะนำให้ยากินเนื่องจากไม่มีประโยชน์และพบอันตรายจากการกินยาเกินขนาดในเด็กได้บ่อย
· แนะนำรับไว้รักษาตัวในโรงพยาบาลในรายที่มีอาการหนัก
เช่น มีอาการเหนื่อย ขาดน้ำ ซึมลงหรือมีภาวะแทรกซ้อนเช่น myocarditis,
severe myositis, pneumonia
· แนะนำให้ทำ
standard
precaution และ droplet precaution และให้หยุดอยู่บ้านนาน
24 ชั่วโมงหลังจากไข้ลง (อย่างน้อย 7 วัน
ถ้าต้องใกล้ชิดกับคนที่มีความเสี่ยงสูง และไม่ควรมาแพร่เชื้อโรงพยาบาลในช่วงนี้)
· ยาฆ่าเชื้อไวรัสถ้าเริ่มภายใน
48
ชั่วโมงจะมีประสิทธิภาพในการลดระยะเวลาการเป็นโรคได้ 1 วัน แนะนำให้ในรายที่มีอาการหนักหรือมีภาวะแทรกซ้อน โดยยาที่แนะนำ คือ oseltamivir
หรือ peramivir ในรายที่กินไม่ได้
· แนะนำให้ยาในรายที่อาการไม่หนักแต่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหรือต้องใกล้ชิดกับคนที่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน
หรือพิจารณาให้ในรายที่มาภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการ
มียาที่สามารถให้ได้หลายชนิด เช่น oseltamivir, zanamivir, baloxavir,
peramivir
· ในรายที่มีหลักฐานการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย
เช่น sinusitis,
otitis media ให้ ATB รักษา
· การติดเชื้อ
bacteria
pneumonia coinfection ทำให้เกิดอาการรุนแรงได้ แนะนำให้ยาฆ่าเชื้อที่ครอบคลุม
เช่น vancomycin + clindamycin
· ในรายที่รักษาล้มเหลว
อาจเป็นเพราะมีภาวะแทรกซ้อนเช่น myocarditis, encephalitis หรือ coinfection หรือ เกิดจากการดื้อยา oseltamivir โดยเฉพาะในกลุ่ม immunocompromised
ให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการติดเชื้อและอาจพิจารณาให้ยา zanamivir
หรือ peramivir แทน
การป้องกันด้วยวัคซีน
· แนะนำให้เด็กที่อายุ > 6 เดือน ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ปีละครั้ง ในกรณีที่วัคซีนมีจำกัดแนะนำให้ในรายที่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหรือคนที่ต้องดูแลเด็กที่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนก่อน โดยชนิดและจำนวนวัคซีนขึ้นอยู่กับคำแนะนำในช่วงนั้นๆ
การป้องกันโดยการกินยา
· การให้ anti-viral พบว่ามีประโยชน์น้อย
คือ ลดความเสี่ยงลงได้ไม่ถึง 5% แต่มีผลเสีย คือ ส่งเสริมให้เกิดการดื้อยาขึ้น
ซึ่งมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า คือ การให้วัคซีนในคนที่อายุ > 6 เดือน
และ ในรายที่มีความเสี่ยงสูงเมื่อมีอาการให้เริ่มการรักษาให้เร็วที่สุดโดยไม่ต้องรอผลตรวจยืนยัน
· การให้ยาฆ่าเชื้อไวรัสเพื่อป้องกันอาจจะมีข้อบ่งชี้ในบางสถานการณ์ ได้แก่
เด็กที่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน แต่ให้วัคซีนไม่ได้
ไม่ตอบสนองต่อวัคซีน หรือได้วัคซีนมาไม่เกิน 2 สัปดาห์ก่อนเวลาที่อาจสัมผัสเชื้อ รวมถึงในคนที่จำเป็นต้องดูแลเด็กที่มีความเสี่ยงสูงที่ยังไม่ได้รับวัคซีน
· การให้ยาหลังสัมผัสเชื้อ แนะนำให้ยา oseltamivir หรือ zanamivir ภายใน 48
ชั่วโมงหลังสัมผัสเชื้อ โดยให้ยานาน 7 วันหลังจากสัมผัสเชื้อครั้งสุดท้าย
· การให้ยาก่อนสัมผัสเชื้อ แนะนำให้ยานาน 14 วันระหว่างรอวัคซีนออกฤทธิ์ หรือให้นานได้ถึง 16
สัปดาห์ ในระหว่างที่ยังมีการระบาดในชุมชน
กรณีเกิดการระบาดในศูนย์ดูแลผู้ป่วยระยะยาว คือ มีมากกว่า 2 เคสภายใน 72 ชั่วโมง
· แนะนำให้กินยาป้องกันแม้ว่าจะเคยฉีดวัคซีนแล้ว
หรือ ถ้ามีอาการแล้วให้กินยาขนาดรักษาหลังจากนั้นให้กินยาป้องกันต่อ โดยให้ยานานอย่างน้อย
2 สัปดาห์และ 1 สัปดาห์หลังจากที่มีเคสสุดท้าย
· ทำการตรวจหาเคสใหม่ แยกคนที่ติดเชื้อออก สวมอุปกรณ์ป้องกัน
และงดการเยี่ยมในกรณีที่ไม่จำเป็น
· กรณีได้วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิตไม่ควรได้รับยาภายใน 14
วันหรือถ้าได้รับยาต้องได้วัคซีนซ้ำอีกครั้ง เป็นชนิดวัคซีนเชื้อตาย
· กรณีที่มีอาการติดเชื้อเกิดขึ้นระหว่างได้รับยากินป้องกันให้เปลี่ยนชนิดของยา
ภาคผนวก
กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่
· เด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ผู้ใหญ่อายุมากกว่า
65 ปี ผู้หญิงตั้งครรภ์หรือหลังคลอดไม่เกิน 2 สัปดาห์
· มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ได้แก่ โรคหืด
โรคปอด โรคหัวใจ โรคสมอง โรคเลือด โรคตับ โรคไต โรคเมตาบอลิก โรคภูมิคุ้มกัน โรคต่อมไร้ท่อ หรือ โรคอ้วนที่ BMI มากกว่า 40 รวมถึง
เด็กอายุ < 19 ปีที่ต้องได้รับแอสไพรินระยะยาว